ปืน จิตวิทยา

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

การดื่มน้ำที่ถูกวิธี "ช่วยให้สุขภาพดี"

การดื่มน้ำที่ถูกวิธี "ช่วยให้สุขภาพดี"

การดื่มน้ำที่ถูกวิธีจัดเป็นวิธีที่ช่วยให้สุขภาพดีและ สุขภาพแข็งแรงได้ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ขอแนะนำ การดื่มน้ำที่ถูกวิธี เพื่อช่วยให้สุขภาพดีได้ค่ะ แม้ว่าการดื่มน้ำจะแลดูเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมด๊า...ธรรมดา...ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเพิ่ม การดื่มน้ำที่ถูกวิธี เข้าไปด้วยจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นคงไม่เป็นเรื่องที่ลำบากมากเกินไปสำหรับคุณ รักสุขภาพอย่างคุณอยู่แล้วใช่ไหมล่ะค่ะ เพราะวันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำ การดื่มน้ำที่ถูกวิธี ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ รับรองว่าไม่ยุ่งยากแน่นอนค่ะ ฉะนั้นแล้วเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ขอเชิญชวนคุณผู้หญิงและคนรักสุขภาพทั้งหลายมาทำการดื่มน้ำที่ถูกวิธีเพื่อจะ ได้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และสมบูรณ์ยิ่งขึ้นค่ะ ใส่ใจดูแลตัวเองสักนิดช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้นะค่ะ ว่าแล้วไม่ควรรอช้ามาดู 4 การดื่มน้ำที่ถูกวิธี กันเลยค่ะ


การดื่มน้ำที่ถูกวิธี


4 การดื่มน้ำที่ถูกวิธี

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอกับน้ำหนักตัว โดยใช้วิธีคำนวณดังนี้

2. เมื่อตื่นนอนก่อนแปรงฟัน ควรดื่มน้ำประมาณ 2-5 แก้ว

3. หลีกเลี่ยง น้ำเย็น น้ำอัดลม สุรา เบียร์

4. ระหว่างทานอาหารและทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ทั้ง 3 ช่วงเวลานี้ ควรดื่มน้ำรวมทั้งหมดไม่เกิน 1 แก้ว หลังจากทานอาหาร 40 นาที จึงดื่มน้ำได้ตามปกติเพื่อให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเข้มข้นพอที่จะทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก เดลินิวส์ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

"คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม!

"คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม!

คลอรีนในน้ำประปาที่คุณทำการบริโภคกันอยู่ในทุกวันนี้ถูก ตั้งข้อสงสัยว่า "คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม! คำถามนี้เหล่าคนรัสุขภาพหลายคนต้องสงสัยกันเป็นอย่างมากเลยใช่ไหมล่ะค่ะ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) หาคำตอบเรื่อง "คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม! มาฝากกันอีกด้วยค่ะ ซึ่งคงจะช่วยให้หลายๆ คนที่รักสุขภาพหรือตั้งขอสังเกตุถึงเรื่อง "คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม! ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ ฉะนั้นพร้อมจะตามเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มาดูคำตอบของ "คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม! กันแล้วรึยังค่ะ ครั้งหน้าคุณจะได้ดื่มน้ำประปากันได้อย่างมั่นใจและหายห่วงไปพร้อมๆ กับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันเลยล่ะค่ะ ว่าแล้วเรามาเข้าเรื่อง "คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม! ที่ทำให้คุณสงสัยกันเลยค่ะ


คลอรีนในน้ำประปา อันตรายไหม


"คลอรีนในน้ำประปา" อันตรายไหม! มีคำตอบ!

ทุกวันนี้การสื่อสารทันสมัยกันมากขึ้นบางคน ได้รับอีเมล์ส่งต่อๆ กันมาเกี่ยวกับข่าวสารสุขภาพ ที่ดูน่ากลัว อย่างเรื่องคลอรีนในน้ำประปาหรือน้ำก๊อกที่มีคนหัวใสนำไปทำการตลาดกับเครื่องกรองน้ำราคาแพงก็เป็นหนึ่งในข่าวสารลักษณะนี้ มักมีการกล่าวอ้างว่ามีข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศ พบว่าคลอรีนในน้ำประปาก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า "ไตรฮาโลมีเธนส์" จนอาจทำให้ผู้บริโภคน้ำประปาตื่นตระหนกตกใจกัน ขึ้นว่าไม่ควรดื่มน้ำก๊อก เรื่องนี้นางยิ่งลักษณ์ ธัญญะโชโต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรการประปานครหลวง (กปน.) ชี้แจงว่า น้ำประปาเป็นน้ำที่ผลิตมาจากน้ำดิบตามธรรมชาติย่อมมีสารอินทรีย์ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตปะปนอยู่ เมื่อทำปฏิกิริยาเคมีกับคลอรีนทำให้เกิดสารประกอบเคมีที่เรียกว่า Trihalomethanes (THMs) หรือ "ไตรฮาโลมีเธนส์" ที่ผ่านมา กปน.ติดตามการศึกษาและวิจัยของพิษภัยสารตัวนี้มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปาไว้ไม่ต่ำกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร และสูงสุดไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร

ทั้งยังได้เคยว่าจ้างให้คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรวจหา
"ไตรฮาโลมีเธนส์" ในน้ำประปาของ กปน. และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งได้ผลออกมาว่าปริมาณสาร "ไตรฮาโล-มีเธนส์" ในน้ำประปาต่ำกว่าเกณฑ์กำหนดขององค์การอนามัยโลกมาก จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งน้อยมาก

แต่ ถ้าหากยังไม่มั่นใจและต้องการกำจัด "ไตรฮาโล-มีเธนส์" ก็ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากจัดอยู่ในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย ทำได้เพียงแค่รองน้ำประปา
ตั้ง ทิ้งไว้ในภาชนะเปิด ประมาณ 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ปริมาณ "ไตรฮาโลมี-เธนส์" ซึ่งมีอยู่ในระดับต่ำและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ รวมทั้งคลอรีนซึ่ง อาจส่งผลต่อกลิ่นและรสของน้ำก็จะระเหยหมดไปเองไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่อง กรองน้ำราคาแพงที่บอกว่า สามารถกำจัด "ไตรฮาโลมีเธนส์" ได้

หากต้องการความมั่นใจยิ่งขึ้นไปอีกสามารถนำน้ำประปาไปต้มก่อนโดยเปิดฝาภาชนะไว้ขณะต้มก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะน้ำประปาต้มเดือดถือเป็นน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก ไทยรัฐ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

อาการไอเกิดจาก...สาเหตุอาการไอ...วิธีรักษาอาการไอ!!! 

อาการไอเกิดจาก...สาเหตุอาการไอ...วิธีรักษาอาการไอ!!! วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีเรื่องราวเหล่านี้มาฝากและแนะนำกันค่ะ อาการไอเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะต้องรู้สึกรำคาญมากๆ เลยใช่ไหมค่ะ ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่เราต้องขึ้นรถเมล์เวลาคนเงียบๆ หรือแม้แต่เวลาประชุม แล้วยังต้องมากไออีก ยิ่งห้ามหรือฝืนกลั้นไอเท่าไหร่อาการไอก็จะยิ่งมากขึ้นทุกทีซิน่า วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) พาคุณๆ มาหาคำตอบที่ว่า อาการไอเกิดจากอะไร และมี สาเหตุอาการไออย่างไรบ้าง รวมถึง วิธีการรักษาอาการไอ อีกด้วยค่ะ นอกจาก อาการไอเกิดจาก...สาเหตุอาการไอ...วิธีรักษาอาการไอ แล้วเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ยังมีเรื่องน่ารู้ของเรื่องอาการไออื่นๆ ให้คนรักสุขภาพได้ฟังเพิ่มเติมกันด้วยล่ะค่ะมาดูกันเลยค่ะ


าการไอเกิดจาก...เกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการไอเป็นกลไกที่สำคัญอันหนึ่งของร่างกายเราในการที่จะกำจัดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมให้ออกไปจากทางเดินหายใจ คนไข้บางคนอาจมีอาการไอเรื้อรังจนรู้สึกชิน เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จัดแล้วเกิดอาการไอเวลาตื่นนอนตอนเช้า ซึ่งคนปกติโดยทั่วไปแล้วจะไม่ไอ ถึงแม้จะมีเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ ทำไม? ก็เนื่องจากร่างกายของเราจะมีขนเล็กๆ ซึ่งจะอยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจคอยปัดเอาเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมให้ขึ้นไปอยู่ในคอแล้วถูกกลืนเข้าไปในทางเดินอาหารในที่สุด

อาการไอจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นปลายประสาทหรือตัวรับที่เกี่ยวกับอาการไอ เช่น หลอดลม กะบังลม เยื่อหุ้มปอด
คอ หอย ช่องหูส่วนบน เป็นต้น เมื่อปลายประสาทเหล่านี้ถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมอาการไอ บริเวณสมอง เมื่อศูนย์ไอถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญาณประสาทไปยังกล่องเสียงและกล้ามเนื้อบริเวณทรวงอกและหน้าท้องที่เกี่ยวข้องกับการหายใจทำให้เกิดอาการไอ


อาการไอเกิดจาก สาเหตุอาการไอ วิธีรักษาอาการไอ


สาเหตุของอาการไอ

การไอจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งกระตุ้น ซึ่งสิ่งกระตุ้นเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. สิ่งกระตุ้นโดยตรง เช่น ฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในทางเดินหายใจ รวมทั้งเนื้องอกด้วย

2. สิ่งกระตุ้นที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น อาการที่หนาวเกินไป หรือร้อนเกินไป ก็ทำให้เกิดอาการไอได้

3. สิ่งกระตุ้นที่เป็นการอักเสบ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น เป็นไข้หวัด ปอดบวม ฝีในปอด เป็นต้น

4. สิ่งกระตุ้นที่เป็นสารเคมี เช่น ก๊าซ ควันบุหรี่ ท่อไอเสีย เป็นต้น

เมื่อมีสิ่งกระตุ้นดังกล่าวก็จะทำให้เกิดอาการไอออกมาซึ่งมีทั้งไอแบบแห้งๆ และไอแบบมีเสมหะ
เนื่องจากมีการสร้างเสมหะเพิ่มขึ้นหรือเสมหะเหนียวข้นขึ้นและขนเล็กๆ ทำงานไม่ดีพอที่จะพัดโบกเอาเสมหะเหล่านั้นให้หลุดไปได้

ในเสมหะมีอะไรอยู่บ้าง? เสมหะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. น้ำ ทำให้เสมหะใสอ่อนตัว
2. น้ำเมือก (mucus) ทำให้เสมหะเหนียว

3. ซากเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้เสมหะข้น

ไอมีประโยชน์และโทษหรือไม่...อย่างไร?

อาการไอมีทั้งประโยชน์และโทษควบคู่กันไป ในส่วนที่เป็นประโยชน์ก็คือ อาการไอจะช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมซึ่งระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ กำจัดเสมหะ และใช้เป็นสัญญาณในการเตือนตัวผู้ป่วยเอง และบอกให้แพทย์ทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ

แต่ ถ้าไอมากๆ ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นแน่นอนย่อม
ก่อให้เกิดโทษได้หลายอย่าง เช่น อาจทำให้หน้ามืดเป็นลม ไอรุนแรงจนถุงลมในปอดแตก ไอจนเหนื่อยหอบรบกวนการนอนหลับ ไอจนซี่โครงหัก กล้ามเนื้อท้องระบม ไอจนทำงานไม่ได้

วิธีรักษาอาการไอ

1. รักษาที่สาเหตุ โดยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น ควันรถ ควันบุหรี่ เป็นต้น
2. รักษาอาการไอโดยใช้ยา ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็น

- ยารักษาสาเหตุทำให้เกิดอาการไอ เช่น ไอจากหอบหืด ก็กินยารักษาหรือป้องกันหอบหืด
ไอจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจ ก็กินยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
- ยาที่ออกฤทธิ์ระงับไอ ซึ่งแบ่งตามการออกฤทธิ์ของยาได้ดังนี้
- ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยยาจะกดศูนย์การไอโดยตรงมีด้วยกันหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้ได้แก่ โคเคอีน (codeine) และเด็กซ์โทรเมทอร์แฟน (dextrometorphan)
- ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนปลาย โดยยาจะไปลดการระคายเคืองของปลายประสาทเหล่านี้ เช่น ยาอม น้ำผึ้ง ยาน้ำเชื่อมแก้ไอ เป็นต้น
- ยาที่ออกฤทธิ์ช่วยให้การไอเป็นไปได้ง่ายขึ้น เช่น ยาขับเสมหะและยาละลายเสมหะ เป็นต้น

การที่จะเลือกใช้ยากลุ่มใดชนิดไหนนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของการไอและความรุนแรงว่ามากน้อยแค่ไหน การสั่งจ่ายยาควรขึ้นอยู่
กับดุลยพินิจของแพทย์ และถ้ามีปัญหาของการใช้ยาดังกล่าว ก็ปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้านท่าน แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การดื่มน้ำอย่างเพียง พอซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ในผู้ป่วยที่มีอาการไอโดยเฉพาะไอจากมีเสมหะ เพราะน้ำจัดได้ว่าเป็นยาขับเสมหะ และยาละลายเสมหะที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง ที่สำคัญก็คือ หาได้ง่าย ราคาไม่แพงอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก หมอชาวบ้าน ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

โรคออฟฟิศซินโดรม (OfficeSyndrome) เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลาไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ อาทิ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ส่วนบางรายที่มีอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนอยู่แล้ว หากทำงานในอริยาบทที่ผิดจะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น

จากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในประเทศฝั่งยุโรปพบว่า ส่วนใหญ่ต้องปรึกษาแพทย์ด้วยอาการต่างๆ โดยอันดับหนึ่งคือ การปวดหลัง รองลงมามีอาการปวดบริเวณคอ ไหล่ และปวดศีรษะตามลำดับ ซึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะออฟฟิศซินโดรม นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 16-24 ปี มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากต้องทำงานหนักประกอบอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสม ทั้งนั่งหลังค่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ สูงกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบท นอกจากนี้ปัญหาความเครียดก็ส่งผลต่อการเกิด ภาวะนี้ด้วย โดยพบสูงถึงร้อยละ 80 สำหรับประเทศไทยเคยสำรวจในคนทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจำนวน 400 คนพบว่าร้อยละ 60 มีภาวะดังกล่าว

ไม่เพียงแต่อิริยาบถของคนทำงานที่ไม่เหมาะสม สภาพโต๊ะทำงานยังเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ทั้งโต๊ะทำงานที่ไม่เป็นระเบียบไม่สะดวกต่อการหยิบสิ่งของ เก้าอี้ไม่เหมาะสม ไม่มีพนักพิงที่รองรับหลังอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกดแป้นคียบอร์ดที่ไม่มีตัวรองรับข้อมือจะทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น รวมทั้งเกิดภาวะพังผืดหนา ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้วและข้อมือ


โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)


การป้องกัน โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

ต้องเริ่มจัดสภาพโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบโดยให้ด้านขวาของโต๊ะปล่อยโล่งไม่มีสิ่งของมากีดขวาง เพื่อความสะดวกต่อการเคลื่อนไหวในการหยิบสิ่งของต่างๆส่วนสิ่งของต่างๆ บนโต๊ะทำงานควรวางด้านซ้ายแทนเพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและหยิบจับได้สะดวกและควรเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดคียบอร์ดได้อย่างถนัดประกอบตัวแป้นคียบอร์ดควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ ด้วยส่วนเก้าอี้ควรเป็นแบบปรับขึ้นลงได้และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้ด้วย นอกจากนี้ควรเลือกจอคอมพิวเตอร์แบบ LCD หรือจอแบน เนื่องจากการสำรวจพบว่าจอแบบ CRT ซึ่งเป็นจอลักษณะโค้งมนจะทำให้เกิดการเพ่งสายตาและปวดศีรษะมากกว่าการใช้จอแบบ LCD

พวกพนักงานรับโทรศัพท์ก็ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นกันเพราะต้องคอยรับหูโทรศัพท์ตลอดเวลาควรหยุดพักบ้างหรือหันมาใช้เฮดโฟนแทนสิ่งสำคัญคนทำงานต้องตระหนักถึงภัยจากภาวะนี้ด้วยการฝึกอิริยาบถการนั่งทำงานให้เหมาะสม เช่น เมื่อนั่งหลังค่อมต้องปรับท่านั่งใหม่และควรพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายทุกๆ ครึ่งชั่วโมงรวมทั้งควรหัดออกกำลังกายคลายเส้นบ้างจะช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึงจนเกินไป

ปัญหาที่พบบ่อยในคนทำงานออฟฟิศ คือ ปัญหาด้านสายตา อาทิ ตาแห้ง น้ำตาไหลระคายเคืองตา ตามัว ปรับภาพได้ช้าลงซึ่งเกิดจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้การกระพริบตาน้อยละหนังตาเปิดกว้างขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งส่งผลให้น้ำตาระเหยมากจนกระทั่งเกิดความระคายเคืองตาและตาแห้ง นอกจากนี้การเพ่งสายตาที่หน้าจอยังทำให้ต้องกลอกตาไปมาตลอดเวลาส่งผลให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ทำให้ปวดตาในที่สุด ดังนั้นควรพักสายตาเป็นระยะ ทุก 20 นาที หลับตาทุก 1 ชั่วโมง ลุกเดินเพื่อพักสายตาและควรจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตาและปวดคอ

ควรปรับความส่ว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมโดยปรับความสว่างให้มากประมาณสามเท่าจากความสว่างของสภาพแวดล้อมและ
ควรปรับสีของจอให้สบายตาเนื่องจากงานวิจัยพบว่าตัวอักษรสีเข้มบนพื้นจอสีอ่อนจะทำให้สบายตา อีกทั้งส่วนความเข้าใจที่ว่า รังสีจากจอคอมพิวเตอร์หากได้รับเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดอันตราย อาทิ มะเร็ง ไม่เป็นความจริงเนื่องจากปริมาณรังสีที่ออกมามีจำนวนน้อยเพียง 1 ใน 10 safety dose ซึ่งไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคออฟฟิศซินโดรม

1. ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกที่นั่งติดริมหน้าต่างเพื่อให้ได้แสงจากธรรมชาติบ้าง ดีกว่าต้องนั่งอยู่ใต้แสงจากหลอดไฟตลอดทั้งวัน
2. ควรเปิดหน้าต่างออฟฟิศให้อากาศได้ระบายอย่างน้อยในตอนเช้าที่อากาศยังไม่ร้อนมากและตอนพักกลางวัน

3. ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน
เพื่อลดระยะเวลาในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง และความเครียด
4. หาต้นไม้ในร่มมาปลูก
เพื่อช่วยดูดซับสารพิษและเป็นที่พักสายตาอันอ่อนหล้าจากการต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ
5. ถ้าออฟฟิศคุณมีขนาดเล็กลองลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศลงบ้าง บางวันคุณอาจจะเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะบางเบาแล้วใช้พัดลมมาเปิดแทนก็จะรู้สึกเย็นสบายได้และประหยัดไฟได้ด้วย
6. ควรห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงานโดยเด็ดขาด

7. ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศและจะดียิ่งขึ้นถ้ามีตู้ปลาขนาดใหญ่ๆ
สักตู้ เพื่อช่วยคืนสมดุลความชื้นที่เสียไปกับเครื่องปรับอากาศ
8. หมั่นทำความสะอาดโต๊ะทำงานของคุณเองด้วยแอลกอฮอลเพื่อฆ่าเชื้อโรค

9. ถ้าคุณเป็นคนติดคอมพิวเตอร์หรือมีงานด่วนที่จะต้องสะสางชนิดที่ไม่สามารถหยุดพักได้ก็พยายาม
เตือนตัวเองให้เงยหน้าขึ้นมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 20 นาที เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าของสายตา

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก 
ที่มาhttp://www.n3k.in.th/%E0%B8%AA%E0%B8

"กินเนื้อ" ระวัง! อายุสั้น

"กินเนื้อ" ระวัง! อายุสั้น

วันนี้ทีมงานเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีเรื่องราวดีๆ น่ารู้เกี่ยวกับการกินเนื้อสัตว์ที่เราต้องกินกันทุกวันมาฝากคะ เชื่อว่าทุกคนคงเคยไปเลือกเนื้อสัตว์ที่ขายกันในตลาดใช่ไหมคะ โดยเฉพาะในโอกาสสำคัญยิ่งจำเป็นต้องมีเนื้อสัตว์ดีๆ เป็นอาหารจานพิเศษและต้องพิถีพิถันในการเลือกใช่ไหมคะ อย่างแรกที่ดูกันคงไม่พ้นสีของเนื้อสัตว์ที่ต้องแดงสดสะดุดตา แต่มีคนทราบมั้ยคะว่าเนื้อสัตว์สีแดงสดน่าทานที่เราเห็นกันทุกวันในตลาดมี ส่วนเร่งวันตายได้! ใครชอบกินเนื้อยิ่งต้องระวังคะ เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) จึงขอนำเสนอบทความกินเนื้อเพื่อเป็นตัวเลือกในการรับประทานและเพื่อสุขภาพ ที่ดีของคุณผู้หญิงและผู้รักสุขภาพทั้งหลาย ฉะนั้นเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) จึงมีเรื่องราวดีๆ มาฝากคุณผู้หญิงและผู้รักสุขภาพทุกคนให้ได้รู้จักวิกฤติเนื้อแดงเร่งวันตาย ของทุกคนค่ะ

"กินเนื้อ" จะทำให้อายุสั้นรู้ไหม!

ไม่ใช่แค่ความเชื่อแต่การศึกษาครั้งแรกและใหญ่สุดยืนยันแล้วว่า ทานแค่เท่าแฮมเบอร์เกอร์ 1 อันต่อวันเสี่ยงอายุสั้นกว่าปกติ 30% บ้างก็ว่ารับประทานเนื้อมากๆ ไม่ดี อาจเป็นมะเร็งได้ บางคนก็ว่าทานสัตว์ใหญ่เป็นกรรมเยอะ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีการกล่าวอ้างถึงผลการวิจัยที่บอกกันชัดๆ ไปเลยว่าตกลงแล้วการกินเนื้อสัตว์อย่างเช่นเนื้อวัวซึ่งฝรั่งเรียกกันว่าเนื้อแดงเป็นประจำจะก่อ ผลเสียต่อปัญหาสุขภาพจริงอย่างว่าหรือเปล่า จนล่าสุดมีผลการศึกษาอย่างเป็นทางการออกมาเป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งมีคำตอบให้กับคำถามนี้

การศึกษานี้ทำในผู้สูงอายุรุ่นกลางมากกว่า 500,000 คน ในสหรัฐอเมริกาโดยทำการติดตามผลกันนานถึง 10 ปี
โดยระบุว่าคนที่รับประทานเนื้อแดงเป็นประจำทุกวันประมาณ 4 ออนซ์ หรือเทียบได้กับการทานแฮมเบอร์เกอร์เนื้อวันละ 1 ชิ้น มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติเฉลี่ย 30%

โดยสาเหตุของการเสียชีวิตมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ ได้แก่ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ไม่เพียงแต่เนื้อแดง
ที่ปรุงสดๆ เท่านั้น แต่การรับประทานเนื้อแดงที่ผ่านการแปรรูปแล้วก็มีความสัมพันธ์กับการตายเร็วกว่าปกติด้วยเช่นกัน โดยผลการวิจัยนี้เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอายุรเวชศาสตร์ Archives of Internal Medicine


กินเนื้อ


การวิจัยยังพบด้วยว่าการรับประทานเนื้อขาว เป็นต้นว่า เนื้อปลา ไก่ ไก่งวง และสัตว์ปีก อื่นๆ กลับทำให้ความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยสาเหตุแบบเดียวกันนี้ น้อยลงถึงแม้ว่าจะเพียงแค่นิดหน่อยก็ตามที

"ความเป็นหนึ่งเดียวของการศึกษาอันนี้คือจำนวนประชากรที่ศึกษาที่มากและระยะเวลาการติดตามผลที่นาน ซึ่งทำให้ผลการวิจัยนี้เป็น
การตอบที่ชัดเจนและแน่นหนักว่า "ใช่แล้ว ถ้าใครอย่างมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นต้องทานเนื้อแดงให้น้อยลง" ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ แบร์รี่ เอ็ม ป๊อปคิน จากมหาวิทยาลัยแห่งนอร์ธ แคโรไลน่า ผู้เขียนบทบรรณาธิการนำผลการวิจัยเรื่องนี้กล่าว

สำหรับคำอธิบายที่ว่าทำไมการรับประทานเนื้อจึงมีผลเสียต่อสุขภาพได้มากถึงเพียงนี้ นักวิจัยบอกว่า มีหลากหลายปัจจัยด้วยกัน
เป็น ต้นว่า การปรุงอาหารจากเนื้อแดงจะทำให้เกิดสารประกอบที่เป็นสารก่อมะเร็งบางชนิด และยิ่งไปกว่านั้นเนื้อแดงคือเนื้อที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันประเภทนี้มีความสัมพันธ์กันกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ ทวารหนัก และอีกทฤษฏีหนึ่งคือ เนื้อแดงมีปริมาณธาตุเหล็กที่สูง ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนทำให้กระตุ้นการเป็นโรคมะเร็งได้อีกด้วย

ข้อ น่าสังเกตอีกประการหนึ่งที่การวิจัยชิ้นนี้ได้ให้ไว้คือ การรับประทานเนื้อหมูที่มักถูกโปรโมทว่าเป็นเนื้อขาวไม่ใช่เนื้อแดงนั้นพบ ว่า
ทำให้มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้นักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเนื้อหมูด้วยเช่นกัน

แม้ การวิจัยครั้งนี้จะไม่ได้อธิบายลงลึกไปถึงกลไกที่ทำให้คนที่รับประทานเนื้อ แดงหรือเนื้อแปรรูป มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติ
แต่ก็ได้ตอกย้ำถึงคำแนะนำ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีการกล่าวถึงมายาวนานว่าควรรับประทานเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วน คำนิยามของเนื้อแปรรูปที่การวิจัยนี้พบว่าทำให้คนกินเสี่ยงตายเร็วขึ้นด้วย ได้แก่ ไส้กรอกทุกชนิด เนื้อแผ่นสไลด์ชนิดแช่เย็น เบคอน
ซึ่งการวิจัยนี้พบว่า ในกลุ่มประชากรตัวอย่างหญิงคนที่รับประทานเนื้อแปรรูปมากที่สุดมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติ สาเหตุโดยรวมเมื่อเทียบกับคนกลุ่มที่รับประทานน้อยที่สุดอยู่ที่ 11% และหากจะจำแนกตามสาเหตุการตายจะพบว่าผู้หญิง กลุ่มทานเนื้อแปรรูปเยอะเสี่ยงตายด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น 11% และด้วยโรคหัวใจ 38% ส่วนในกลุ่มประชากรผู้ชายนั้นพบว่า กลุ่มทานเนื้อแปรรูปมากเสี่ยงตายด้วย สาเหตุทั่วไปสูงกว่าปกติที่ 16% และความเสี่ยงในการตายจากโรคมะเร็ง 12% ขณะที่ความเสี่ยงในการตายเร็วด้วยโรคหัวใจอยู่ที่ 9%

ทั้งนี้และทั้งนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายรายย้ำทิ้งท้ายว่า ผลการวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเราต้องตัดเนื้อแดงออก
จากเมนูอาหารของตัวเองไปเลยโดยสิ้นเชิง แต่ควรจะเลี่ยงการรับประทานเนื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จะดีกว่า

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก อ.ส.ม.ท. ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

"ท้องอืด...อาหารไม่ย่อย...ทำไงดี?" มีทางแก้!!!

ท้องอืด...อาหารไม่ย่อย...ทำไงดี? ปัญหานี้วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีทางออกให้คุณผู้หญิงและคนรักสุขภาพกันด้วยค่ะ คุณรู้หรือไม่ค่ะว่าอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย หากเป็นบ่อยๆ และเกิดในผู้สูงอายุมักจะเป็นสัญญาเตือนถึงโรคมะเร็งในช่องท้องที่ควรเฝ้า ระวังท่านไว้ให้ดีค่ะ ฉะนั้นแล้วเมื่อเริ่มมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ก็ห้ามประมาณกับสุขภาพร่างกายเลยเชียวนะค่ะ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) จะคุณผู้หญิงหญิงและคนรักสุขภาพมาไขปัญหา ท้องอืด อาหารไม่ย่อย และรวมถึงสาเหตุ วิธีรักษา โรคท้องอืด อาหารไม่ย่อย กันด้วยค่ะ พร้อมที่จะมาดูเรื่อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ไปพร้อมๆ กับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันแล้วรึยังเอ่ย... ถ้าพร้อมแล้วก็มาเข้าเรื่อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย กันเลยค่ะ มาหาทางแก้ไขก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินแก้นะค่ะ

เคยสังเกตไหมค่ะว่า น้อยคนนักที่จะไม่เคยมีอาการท้องอืดเลย โดยเฉพาะคนในเมืองหลวงแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีอาการนี้กันทุกครัวเรือน ผู้ที่มีอาการท้องอืดจะรู้สึกปวดท้องส่วนบนทำให้แน่นท้องมีลมในท้องต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรืออาจมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อยและแสบบริเวณหน้าอก


ท้องอืด อาหารไม่ย่อย


ท้องอืด...อาหารไม่ย่อย...ทำไงดี?

- สาเหตุ ท้องอือ อาหารไม่ย่อย นั้น เกิดจากหลายอย่างด้วยกันตั้งแต่

1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร อาการแสบบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนได้
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ ยาต่างๆ ที่กิน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย ,
ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง , เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮลล์เป็นส่วนผสม เช่น สุรา เบียร์ หรือน้ำชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบรวมทั้งการระคายเคืองจากบุหรี่ตลอดจนอาหารที่ย่อยยากหลายอย่างรวมทั้งอาหารที่มีกากมากๆ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี

4. โรคของตับอ่อน

5. โรคทางร่างกายอย่างอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์

6. พฤติกรรมในการกิน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการท้องอืดโดยเฉพาะอาหารรสจัดจะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ
การกินอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด หรือกินครั้งละมากๆ รวมทั้งกินอาหารที่ย่อยยาก อาหารมัน

สำหรับ ผู้ที่ชอบกินผักแม้จะมีเส้นใยมากถ้ากินมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้น ได้ เนื่องจากร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยเส้นใยเหล่านี้ต้องอาศัยแบคทีเรีย
ที่ อยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นตัวช่วยย่อยสลาย อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผักก็มีประโยชน์เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก เช่นเดียวกับอาหารประเภทนมนั้นในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยนมหรือถ้ามีก็ปริมาณน้อย เมื่อกินนมเข้าไปมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสียควรงดหรือค่อยๆ ดื่ม นมทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายปรับตัวจนดื่มนมได้ในปริมาณที่ต้องการ แต่หากดื่มนมเปรี้ยวจะไม่มีอาการเนื่องจากในนมเปรี้ยวจะมีการย่อยนมไปเป็น บางส่วนแล้ว

- ท้องอืด อาหารไม่ย่อยบ่อยๆ ผิดปกติหรือไม่

อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถ้านานๆ เป็นครั้งคราวจะไม่เป็นไร แต่ปัญหาที่พบบ่อยในคนที่ท้องอืด คือ โรคกระเพาะ อาจเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอาหารอักเสบ บาง คนอาจเป็นโรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดีหรือจากอาหารที่เรากินเข้าไป แต่ถ้าเป็นบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุมักจะเป็นสัญญาณเตือนถึง อาการนำอย่างหนึ่งของมะเร็งในช่องท้องร่วมด้วยอาการอื่นๆ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนังลด ซีด ซึ่งควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด

- เมื่อใดควรไปพบแพทย์

ผู้ที่มีอาการดังนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและทำการรักษา
1. ในผู้สูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากพบว่า มะเร็งของกระเพาะอาหารหรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี

2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด

3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ

4. มีอาเจียนติดต่อกันหรือกลืนอาหารไม่ได้

5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง

6. ปวดท้องมาก

7. ท้องอืดแน่นท้องมาก

8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เช่น อาการท้องผูกมากขึ้นจนต้องกินยาระบายหรืออาการท้องผูกสลับท้องเดิน เป็นต้น

- การรักษาอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคที่อันตรายแพทย์อาจให้ยามากินและแนะนำวิธีปฏิบัติตัวปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินและนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้นแพทย์อาจดำเนินการสืบค้นหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก ธรรมลีลา ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย สุขภาพดี!

เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย สุขภาพดี!

วันนี้มาเลือกหมอนให้นอนหลับสบายเพื่อสุขภาพดีกันดีกว่า ค่ะ และแน่นอนค่ะว่า เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ไม่พลาดที่จะหยิบเคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย มาฝากคนรักสุขภาพหลายๆ ท่านอย่างแน่นอนค่ะ เรื่องนอนแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่ก็ปฏิเสธไม่ไ้ด้ว่า ร่างกายของเรานั้นต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที หากว่าคุณเลือกหมอนไม่ดีแล้วการนอนหลับของคุณอาจจะไม่หลับฝันดีอย่างที่คิด หรืออาจจะกลายเป็นหลับฝันร้ายก็เป็นได้ค่ะ นอกจากจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายแล้ว ยังเกิดอาการอย่างอื่นมาอีก เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย ที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำมาแนะนำกันในวันนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้คุณนอนหลับฝันดี มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุด้วยแล้วยิ่งควรเลือกหมอนให้นอนหลับสบายมากที่สุดค่ะ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพที่ดีของท่านเป็นอย่างมากเลยทีเดียวค่ะ หลังจากที่คนเราได้ทำงานหนักมาทั้งวันก็ควรจะได้พักผ่อนกันอย่างสบายๆ ถึงจะช่วยให้อารมณ์ดีจริงไหมค่ะ ฉะนั้นแล้วมาดู เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย สุขภาพดี! ไปพร้อมกับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันเลยดีกว่าค่ะ มาดูซิค่ะว่า เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย สุขภาพดี! นี้จะช่วยอะไรคุณได้บ้างเอ่ย...


เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย


เคล็ดลับ เลือกหมอนให้นอนหลับสบาย

1. หนุนที่เข่า

ซึ่งสามารถหนุนได้สองรูปแบบ คือ นอนหงายแล้วเอาหมอนหนุนใต้เข่า หรือนอนตะแคงหมอนอยู่ระหว่างขา ท่านอนและการใช้หมอนท่านี้จะช่วยลดอาการปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อหลัง อักเสบ หมอนที่ใช้คือ หมอนข้าง

2. หมอนหนุนทีศีรษะและคอ

หมอนที่ดีควรจะรองตั้งแต่ต้นคอจรดถึงศีรษะ ความสูงของหมอนประมาณ 4-6 นิ้ว หมอนควรจะนุ่ม และสามารถรองรับบริเวณคอได้ดี หมอนชนิดนี้เหมาะสำหรับคนที่ปวดต้นคอ หากหมอนสูงเกินไปเมื่อนอนหงายหรือนอนตะแคงกล้ามเนื้อคอจะถูกยืดมากเกินไปทำ ให้ปวดกล้ามเนื้อคอ และที่สำคัญในท่านอนหงายหากหมอนสูงไปจะทำให้ทางเดินหายใจแคบเกิดอาการกรน

3. หมอนรูปตัว U

เป็นหมอนทีใช้สำหรับหนุนคอขณะเดินทางโดยสาร เพื่อป้องกันมิให้คอเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งหรือหงายไปทางด้านหลัง เหมาะสำหรับนั่งหลับขณะโดยสารในรถหรือเครื่องบิน

4. หมอนรองหลัง

ใช้สำหรับหนุนหลังส่วนเอว เหมาะสำหรับคนที่ต้องทำงานนั่งนาน หรือขับรถนาน เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง

5. หมอนรูปโดนัท

เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระดูกก้นกบหัก เวลานั่งจะไม่ปวดก้น

วิธีการหนุนหมอน

1. นอนหงาย

ตำแหน่งที่จะใช้หนุน ได้แก่ บริเวณศีรษะ คอ ไหล่ และเข่า

2. นอนตะแคง

มีหมอนใบหนึ่งหนุนศีรษะ โดยที่หมอนต้องไม่สูงเกินไป และมีหมอนข้างอีกใบไว้ระหว่งขา บางท่านอาจจะใช้ผ้าขนหนูม้วนหนุนข้อมือด้านที่ตะแคง

3. นอนคว่ำ

ไม่ต้องใช้หมอน หรือหากจะใช้ต้องค่อนข้างจะแบน และอาจจะมีหมอนใบเล็กๆ หนุนตรงบริเวณท้อง


เมื่อท่านเลือกที่จะใช้หมอนที่ใดที่หนึ่งให้ลองดูสัก 1-2 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล เมื่อใช้หมอนไประยะเวลาหนึ่งความนุ่มของหมอนจะเสียไป ต้องเปลี่ยนหมอนใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก อ.ส.ม.ท. ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต