- เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา ไม่ว่าคืนก่อนจะนอนหลับหรือไม่ก็ตาม
- จำกัดเวลานอนให้พอเหมาะ และเพียงพอเพื่อให้สดชื่นเมื่อตื่นนอน แต่ไม่ใช่เวลามากจนเกินไปในการนอน เพราะจะทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ
- ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงค่ำและก่อนนอน
- หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าอารมณ์ในช่วงเย็นและก่อนนอน เช่น ฟังวิทยุ หรืออ่านหนังสือเพลิน ๆ แทนการดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือที่มีเรื่องที่มีเรื่องเร้าใจมาก ๆ
- อาจใช้วิธีอาบน้ำอุ่น เป็นเวลา 20 นาที ก่อนเข้านอน
- ฝึกฝนการผ่อนคลายความตึงเครียดทุกเย็นอย่างสม่ำ เช่น ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือสมาธิ เป็นต้น
- การจัดห้องนอนและบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสมก็จะช่วยได้มาก เช่น อุณหภูมิห้องไม่ร้อน หรือหนาวเกินไป ที่นอนไม่นุ่มหรือไม่แข็งเกินไป หมอนหนุนไม่สูงมากไม่ต่ำมาก ไม่มีเสียงรบกวน แต่เสียงพัดลมหรือ เสียงเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นเสียงสม่ำเสมอ เป็นตัวกลบเสียงรบกวนอื่น ก็อาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น ห้องนอนต้องไม่สว่างเกินไป ท่านอนที่ดีคือ ท่านอนหงายและงอเข่าข้างหนึ่ง
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มปริมาณมากก่อนเข้านอน เพราะอาจทำให้ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อย ๆ
- อาหารว่างก่อนเข้านอนหรือนมจะช่วยให้นอนหลับได้ดี แต่หลีกเลี่ยงอาหารปริมาณมากก่อนเข้านอนเพราะทำให้แน่นอึดอัดท้อง
- งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม โดยเฉพาะเวลาหลังเที่ยงวัน
- งดการดื่มสุรา สุราทำให้หลับเร็วขึ้น แต่จะทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ
- อย่าเก็บเรื่องต่าง ๆ มาคิดต่อบนเตียง
- แม้ว่าบางคืนจะนอนไม่หลับ ในเวลากลางวัน ก็ควรที่จะทำงานให้ยุ่งเสมอ แทนที่จะนอนพักผ่อน เว้นแต่ในบางรายที่พบว่า การงีบหลับในระหว่างวัน ช่วยให้นอนหลับดีในเวลากลางคืน
- เข้านอนเฉพาะเวลารู้สึกง่วง ถ้าเขานอนแล้วไม่หลับ ให้ลุกออกจากเตียง ออกนอกห้อง และใช้เวลาที่ยังไม่หลับกับกิจกรรมที่ไม่เครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง จนรู้สึกง่วง จึงกลับเข้ามานอนในห้องนอน
- อย่าบังคับตนเองให้หลับ เพราะเป็นไปไม่ได้ ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราอาจช่วยได้โดยทำใจให้สบายผ่อนคลายตัวเองถือเสียว่าถึงนอนไม่หลับ การนอนพักเฉย ๆ ก็ได้พักผ่อนพอสมควรแล้ว
- อย่าคาดหมายว่าจะหลับเหมือนคืนก่อน ๆ เพราะจะเกิดความกังวล ซึ่งทำให้ไม่สามารถหลับได้จริง ๆ ตามที่คาดหมายเอาไว้
- ตื่นมาแล้วให้อยู่ในที่มีแสงสว่าง จะได้ไม่ง่วง
- ใช้เตียงนอนเพื่อการนอนและเพศสัมพันธ์เท่านั้นไม่ควสใช้เป็นที่ทำ งาน การฝีมือ ดูโทรทัศน์ คุยกัน ฯลฯ ถ้าจะทำกิจกรรมอย่างอื่นต้องทำนอกเตียงนอน ถ้าจะให้ดีควรทำกิจกรรมอื่นนอกห้องนอนเลยแล้วกลับมาในห้องนอน หรือเตียงนอนเมื่ออยากจะนอนเท่านั้น
ปืน จิตวิทยา
วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555
สุขนิสัยการนอน
สาเหตุของการนอนไม่หลับ
| สาเหตุของการนอนไม่หลับ หมวด » เตือนภัย ชาย-หญิง | |
1. ปัจจัยทางร่างกาย เป็น สาเหตุสำคัญแต่มักถูกมองข้ามไป ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับทุกราย ควรได้รับการตรวจร่างกายและซักประวัติโรคทางกาย และการใช้ยา นอกเหนือไปจาก ปัญหาการนอนของผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยบางรายนอนไม่หลับ เพราะมีอาการเจ็บปวด จากโรคทางกาย เช่น ปวดแผล ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ เป็นต้น บางรายนอนไม่หลับเพราะหวัดภูมิแพ้รบกวนการนอนตลอดทั้งคืน บางรายดื่มน้ำชา กาแฟเป็นประจำ บางรายนอนไม่หลับจากยาแก้หอบหืดบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท บาง รายหยุดยาที่ออกฤทธิ์กดประสาทอย่างกะทันหัน ทำให้นอนไม่หลับ ยาประเภทนี้ ได้แก่ ยาคลายกังวล ยานอนหลับ ยารักษาอาการซึมเศร้า และยารักษาอาการโรคจิต ผู้ป่วยโรคทางกายที่อาจนอนไม่หลับได้แก่ โรคธัยรอยด์ โรคปอด โรคหัวใจ โรคลมชัก เป็นต้น นอก จากนี้แล้วยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับโดยตรง โรคกลุ่มนี้พบได้น้อย ได้แก่ กลุ่มอาการขากระตุกขณะนอนหลับ กลุ่มอาการที่มีการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ขณะนอนหลับ โรคฝันร้าย เป็นต้น 2. ปัจจัยทางจิต จิตใจที่ไม่สงบอาจทำให้นอนไม่หลับได้ กรณีนอนไม่หลับชั่วคราว มักมีสาเหตุจาก เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ บางคนนอนไม่หลับในช่วงที่ญาติสนิทเสียชีวิต บางคนนอนไม่หลับในช่วงที่สามีมีภรรยาน้อย นักเรียนบางคนนอนไม่หลับคืนก่อนวันสอบ หรือคืนก่อนประกาศผลสอบ สำหรับ กรณีนอนไม่หลับเรื้อรังจากจิตใจจำเป็นต้องรีบหาสาเหตุ โรคทางจิตใจเกือบทุกโรค มีอาการนอนไม่หลับเป็นอาการร่วมอยู่ด้วยเสมอ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจมาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ เมื่อจิตแพทย์ตรวจสภาพจิต จึงรู้ว่า มีสาเหตุมาจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคจิตหรือวิกลจริตมักพบปัญหาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะกำลังจะเริ่มป่วย หรือกำลังจะป่วยซ้ำหลังจากที่เคยรักษาจนอาการดีแล้ว ผู้ป่วยโรคประสาทวิตกกังวลอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการนอนไม่หลับ เมื่อได้สัมภาษณ์ผู้ป่วย จึงรู้ว่าผู้ป่วยครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ และคาดการณ์ล่วงหน้าจนทำให้เกิดความวิตกกังวล และนอนไม่หลับได้ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่นอนไม่หลับจนติดเป็นนิสัย และผู้ป่วยที่คิดไปเองว่านอนไม่หลับ แต่คนอื่นที่นอนด้วยยืนยันว่าผู้ป่วยนอนหลับ 3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม "คุณหมอครับ ผมนอนแปลกที่แล้วจะไม่หลับเลย" "บ้านหนูอยู่ริมถนนเสียงรถดังมากพอปิดหน้าต่างก็ร้อนจนนอนไม่หลับ" "ผมทำงานล่วงเวลาจนเลยเวลานอน พอเข้านอนก็ไม่หลับเลย" จะ เห็นได้ว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการนอนหลับของแต่ละคนได้มากน้อยแล้วแต่บุคคล บางคนก็หลับได้ง่าย แต่บางคนแม้เพียงกระทบเล็กน้อยก็นอนไม่หลับได้ นอกจาการแก้ไขสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การสร้างเหตุปัจจัยเพื่อส่งเสริม ให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ขณะนี้วงการแพทย์ทั่วโลกได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และพยายามรวบรวมเป็น แนวทาง หลายประเด็น เพื่อให้ผู้ป่วยได้ฝึกปฏิบัติเรียกว่า สุขนิสัยการนอน ที่มา http://www.goface.in.th/article-238 |
วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555
10วิธีเตรียมตัวก่อนสอบแบบเร่งรัด
10วิธีง่ายๆก่อนสอบที่ได้ผลจริง แต่..... ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ(หรือเป็นแต่มิวฟร่ะ)
เริ่มเลยดีกว่ากับข้อแรก
1.ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต MP3-4-5-6-88 (ปิดโทรศัพท์หรือบลอคเบอร์เพื่อนขี้เม้าท์) มีสติอยู่กับหนังสือ<<<นั่น!!!~ เห็นมั้ยข้องแรกก็จอดทำไม่ได้อ่ะดิ๊
2.นั่งสมาธิ5นาทีก่อนอ่าหนังสือ<<<ตบะแตกตั้งแต่5วิแรก รึไม่ก็นั่งเลยหลับไป5วัน
3.อ่าหนึ่งรอบ แล้วสรุปทั้งหมด(เอาแตกเนื้อน้ำไม่ต้อง)โดยไม่เปิดหนังสือ<<<หูยยยย อ่าเสร็จพอพ่อเรียกไปแด๊กข้าวก็ลืมแล้ว
4. ทำแบบฝึกหัดและตรวจเช็ดคำตอบ<<<อู้ยยยยย แบบฝึกหัด เห็นแล้วง้าย ง่าย แต่ทำไม ผิดระนาวเลยฟร่ะ
5.อ่านมันซ้ำอีกรอบหนึ่ง<<<อ่าน(การ์ตูน)ซ้ำมันอีกรอบหนึ่งแทนได้มั้ย
6.สรุปใหม่อีกรอบดูหนังสือได้เพื่อเป็นการทบทวน<<สรุป2รอบไม่เหมือนกันทำไงดี เนียวรอนนน~~
7.ทำเป็น Mind Mapping จะอ่านง่ายขึ้น<<<Mind Mapping คือไรค๊ะ? (นังมิวเมิงจบอนุบาลไรมาเนี่ยไม่รู้จัก mind mapping)
8.เอกสารและชีททุกอย่างที่จารย์'แจกอย่าคิดว่าไม่สำคัญ แจกไรมาอ่าน ยัดใส่หัวให้หมด<<<นังมิว:อ่าวไอเชียครูเค้าแจกชีทด้วยหรอ ไอเชีย:เออสิว๊ะมั่วทำไรกะพี่แมคอยู่ นังมิว:(- o -") อ่าว FMๆๆ
9.ท่องในส่วนที่ครูย้ำบ่อยๆ อย่างน้อย2ครั้งต่อคาบเรียน<<<ไอเชีย:ครูเค้าย้ำวัตถุประสานจังว๊ะ ว่าไมไอมิว นังมิว:ห๊า!!!เรียนเรื่องวัตถุประสานด้วยหรอ เห้ยยย เค้าไรอยู่ว๊ะ ไอเชีย:หลับน่ะสิมึง นังมิว:เนียวรอนนน
10.ก่อนวันสอบห้ามหักโหมอ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน ห้ามโต้รุ่ง สมองจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ พักผ่อนให้พอก่อนวันสอบ<<อ่าววววววววววววววววววววววววววววววววว ก่อนสอบอ่านหนังสือโต้รุ่งวันเดียว วันอื่น นู๋ชิ้ว ชิว สรุปไม่ต้องเดาผลสอบนังมิว
ปล.เห็นมั้ยไม่เคยทำได้
ปล2.ถ้าสอบได้เกรดดีให้ตรบเลย
ปล3.เด๋วผลสอบออกจะมาอัพบอก(ใครมันอยากรู้ผลสอบของเอ็ง)(แต่ตรูอยากประจานอ่ะ)(อ่าว)
จบเหอะ
ที่มา http://mysterymewzz.exteen.com/20090716/entry
9 เคล็ดลับการเตรียมตัวสอบ Admission 2555
1. มีความตั้งใจแน่วแน่ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน
2. วิเคราะห์ตัวเอง
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
3. วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
4. การเตรียมความพร้อม เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
5. วางแผนการใช้ชีวิต
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
6. วางแผนการอ่านหนังสือ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
7. งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
8. เทคนิคการอ่านหนังสือ
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
9. สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
ที่มา http://www.vcharkarn.com/vstudent/3
การเตรียมตัวสอบเเบบไม่ให้เครียด จ้า
วิธีการเตรียมตัวสอบแบบไม่ให้เครียดค่ะเพื่อนๆ
ประการแรก จัดเวลาอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน วันละ 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน โดยอาจทำไปพร้อม ๆ กับการเตรียมบทเรียน เนื้อหาที่จะเรียนในครั้งต่อไปไว้ล่วงหน้า เพื่อว่าสงสัยหรือข้องใจประเด็นอะไร ก็จะได้จดบันทึกเอาไว้ ขอคำอธิบายจากอาจารย์ได้ต่อไป
ต่อมาเรื่อง การท่องจำ ไม่ใช่ต้องจำให้ได้ทั้งหมดทุกคำพูดทุกประโยค แต่ควรท่องจำเฉพาะประเด็นหลัก ๆ ที่สำคัญเท่านั้น และควรท่องจำด้วยการอาศัยความเข้าใจ สามารถนำประเด็นหลักใจความสำคัญไปประยุกต์ขยายความได้ เพื่อว่าจะได้ไม่หนักหรือคร่ำเคร่งจนเกินไป
ควรมีการ ทำโน้ตย่อสั้น ๆ ง่าย ๆ เพื่อความสะดวกในการจดจำ ถ้ามีเวลา ยามว่างก็สามารถพกพาหรือหยิบขึ้นมาอ่านทบทวนดูได้ง่าย
เรื่อง การ กวดวิชา นั้น ถ้าคิดว่าจำเป็นต้องทำความเข้าใจเฉพาะเจาะจงวิชาเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งให้ มาก เราก็อาจจะไปกวดวิชากับสถาบันการศึกษาที่มีผู้เชี่ยวชาญก็ได้ ซึ่งก็มีสถาบันกวดวิชาหลายแห่งที่เปิดรับสมัครอยู่
นอกจากนี้ ควรฝึก ทำข้อสอบเก่า ๆ เพื่อประลองฝีมือ ศึกษาวิธีตอบและทดสอบความรู้ความเข้าใจของตนเองว่าสามารถพิชิตคะแนนข้อสอบ เก่าๆ ได้เท่าใด ผ่านเกณฑ์ประเมินและใช้เวลาเหมาะสมตามที่กำหนดหรือไม่ ถ้ายังไม่ดีพอก็ควรฝึกปรือเพิ่มเติมใหม่ โดยพิจารณาเนื้อหาประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อนอยู่ให้เป็นพิเศษ ก่อนลงสนามสอบแข่งขันจริง
ถ้าจะให้ดีควร รวมกลุ่มเพื่อน เพื่อร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้ ทบทวนเนื้อหากัน ตลอดจนใครมีความถนัดเข้าใจเนื้อหาวิชาใดเป็นพิเศษก็จะได้เล่าได้สอนเพื่อน อีกทีหนึ่ง สุดท้ายที่ลืมไม่ได้ เมื่อเราเตรียมตัวพร้อมแล้วขอให้เรา มั่นใจในตนเอง ทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มความสามารถ อย่ากังวลหรือเครียดจนทำลายสมาธิตนเองอย่างเด็ดขาดนะคะ
6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน
6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน
เทคนิค 6 ข้อ ที่ควรทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อสำคัญสำหรับน้องๆ คือ การเลิก Chat ไปสักระยะ (แหม ข้อนี้ทำร้ายจิตใจกันจริงๆ นะคะ) แต่ก็นั่นล่ะค่ะ แชทมากไปก็ไม่ดี น้องๆ ก็รู้อยู่ แชทพอให้หายเครียดก็คงเป็นทางสายกลางที่น่าจะทำนะคะ.. เอ๊า มาดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที
ที่มา http://webboard.yenta4.com/topic/211543
PAT คืออะไร
- PAT มี 6 ชุด คือ
- PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์
เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills
- PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์
เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ
- PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์
เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability
- PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ
- PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์
เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills), ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ
- PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์
เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ
ลักษณะข้อสอบ ความคิดสร้าง สรรค์ ฯลฯ
"อย่างไรก็ตาม มีข้อเรียกร้องจากสมาคมฝรั่งเศสที่เสนอขอให้ ทปอ.จัดสอบเรื่องภาษาที่ 2 ด้วย ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการวัดคุณภาพของเด็ก โดยจะขอให้เพิ่มเป็น PAT 7 และย่อยลงไปเป็น 7.1 , 7.2 ตามลำดับ แต่ ทปอ.เสนอว่าให้ทางสมาคมจัดสอบล่วงหน้าก่อนได้และให้กำหนดในเงื่อนไขแอดมิ ชชั่นว่าผู้ที่จะสอบในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาเหล่านี้จะต้องผ่านการ สอนวัดความรู้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีการมาเพิ่มเป็น PAT 7 สทศ.ก็ต้องมาทำการทบทวน PAT ทั้ง 6 ใหม่ ซึ่งก็จะยุ่งยากอีก"ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวและว่า สำหรับข้อสอบ PAT นั้นได้เชิญอาจารย์ทีเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นผู้ออกข้อสอบ โดย สทศ.จะอธิบายความต้องการ วัตถุประสงค์การออกให้ทราบ และเมื่ออาจารย์ออกข้อสอบเสร็จแล้วก้จะนำเข้าคลังข้อสอบในรอบแรกก่อนนำมา เข้ากระบวนการกลั่นกรองเพื่อเข้าคลังข้อสอบของ สทศ. ใหม่อีกครั้ง - คะแนนเต็มชุดละ 200 คะแนน เวลาสอบชุดละ 2 ชั่วโมง
- เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก
- มีการออกข้อสอบเก็บไว้ในคลังข้อ สอบ
- คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่ สุด
ขณะนี้ ทปอ.ได้มอบหมายให้ สทศ.เป็นผู้จัดสอบ GAT และ PAT ซึ่งในส่วนของ GAT มีการทดลองรูปแบบการสอบแล้ว โดยจะใช้การสอบทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 300 คะแนน โดยนักเรียนสามารถสอบได้ 2-3 ครั้ง และเลือกคะแนนสอบครั้งที่ดีที่สุดไปใช้ โดยคะแนนจะเก็บไว้ได้ 2 ปี แต่เด็กต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอบเอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสอบได้ประมาณเดือนตุลาคม 2551 หรืออาจต้นปี 2552 เพื่อให้ใช้ทันแอดมิชชั่นปี 2553
"สทศ.ต้องเตรียมเรื่องการออกข้อสอบ โดยได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบให้ นอกจากนี้ สทศ. ยังจะจัดสอบ B - NET ซึ่งเป็นแบบทดสอบความรู้ 5 ภาคเรียนของ ม.ปลาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการรับตรง ซึ่งการที่ สทศ. ต้องจัดสอบ B - NET เพราะไม่ต้องการให้เด็กวิ่งรอกสอบหลายที่" ผอ.สทศ. กล่าว
"สทศ.ต้องเตรียมเรื่องการออกข้อสอบ โดยได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบให้ นอกจากนี้ สทศ. ยังจะจัดสอบ B - NET ซึ่งเป็นแบบทดสอบความรู้ 5 ภาคเรียนของ ม.ปลาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการรับตรง ซึ่งการที่ สทศ. ต้องจัดสอบ B - NET เพราะไม่ต้องการให้เด็กวิ่งรอกสอบหลายที่" ผอ.สทศ. กล่าว
ที่มาข้อมูล : http://www.aksorn.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)